บรรณาธิการแนะนำคู่มือชีวิต
ไต้หวันประกาศ 18 นโยบายรับมือวิกฤตประชากรและเด็กเกิดน้อย
J
Jern5 วันที่แล้วแก้ไขแล้ว
เพื่อรับมือกับอัตราการเกิดต่ำ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ (賴清德) ได้แถลง “ 18 นโยบายรับมือวิกฤตประชากรและเด็กเกิดน้อย” โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการสนับสนุนประชาชนใน 3 ช่วงสำคัญของชีวิต ได้แก่ “การมีบุตร การเลี้ยงดู และการศึกษา” ซึ่งจะดำเนินการผ่าน 4 แนวทางหลัก คือ “การเพิ่มเงินอุดหนุน การลดภาระค่าใช้จ่าย การเพิ่มความยืดหยุ่น และการขยายระบบการดูแล” ครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่ “การมีบุตรและเลี้ยงดูบุตรอย่างอุ่นใจ การพัฒนาระบบดูแลเด็กปฐมวัย การเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา การสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตรต่อครอบครัว และการลดภาระด้านที่อยู่อาศัย”
เป้าหมายของรัฐบาลคือการส่งเสริมให้ผู้ปกครองสามารถช่วยกันดูแลบุตรได้อย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งสร้างความสมดุลระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ผ่านการผลักดันสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตร เพื่อให้ผู้ที่ต้องการสร้างครอบครัวและมีบุตรได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม ทำให้ “งาน” และ “ครอบครัว” ไม่จำเป็นต้องเป็นทางเลือกที่ต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป
1.มิติด้าน “การสร้างครอบครัวอย่างอุ่นใจ” รัฐบาลได้เสนอ 4 นโยบาย เพื่อสนับสนุนด้านเศรษฐกิจและการดูแลที่เป็นรูปธรรมแก่ประชาชน
นโยบายแรกคือ “เงินอุดหนุนการเติบโตสำหรับเด็กและเยาวชนอายุ 0–18 ปี เดือนละ 5,000 เหรียญไต้หวันต่อคน” โดยแบ่งตามช่วงอายุ ได้แก่เด็กอายุ 0-6 ปี จะได้รับเงินสดเต็มจำนวน 5,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนเด็กอายุ 6-18 ปี จะได้รับเป็นเงินสดครึ่งหนึ่งคือ 2,500 เหรียญไต้หวัน ขณะที่อีกครึ่งหนึ่ง รัฐบาลจะนำฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์เพื่อการเติบโตของเด็กและเยาวชน โดยรับประกันผลตอบแทนขั้นต่ำเทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 2 ปี เมื่อมีอายุครบ 18 ปี ก็จะสามารถถอนเงินในบัญชีนี้ออกมาได้ ซึ่งจะถือเป็น “ของขวัญก้าวสู่วัยผู้ใหญ่” ที่รัฐมอบให้แก่คนรุ่นใหม่ โดยเงินก้อนนี้จะเป็นเงินสนับสนุนสำหรับการก้าวสู่ช่วงถัดไปของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย การฝึกอบรมวิชาชีพ การเริ่มต้นทำงาน หรือการสร้างธุรกิจของตนเอง
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้เพิ่มการสนับสนุนแก่เด็กในกลุ่มเปราะบางให้มากขึ้น นอกจากให้เงินอุดหนุนการเติบโตแล้ว ยังผลักดันนโยบาย “บัญชีด้านการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบาง” โดยผู้ปกครองสามารถเลือกออมเงินรายเดือนเข้าบัญชีตามความสมัครใจที่ 500, 1,000 หรือ 1,250 เหรียญไต้หวัน และรัฐบาลจะสมทบเงินในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 เป็นเหมือนบัญชีคนละครึ่ง ผู้ปกครองฝากเข้าเท่าไหร่ รัฐบาลจะสมทบในจำนวนเท่ากัน เงินฝากจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ซึ่งนโยบายนี้จะดำเนินต่อเนื่องไปจนกว่าเด็กจะมีอายุครบ 18 ปี เพื่อช่วยให้เด็กในกลุ่มเปราะบางมีทุนตั้งต้นมากขึ้น และก้าวสู่วัยผู้ใหญ่อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น
สำหรับครอบครัวที่เผชิญภาวะมีบุตรยาก รัฐบาลจะเพิ่ม “เงินอุดหนุนการทำเด็กหลอดแก้ว” อย่างต่อเนื่อง และเมื่อเด็กคลอดออกมา รัฐบาลจะให้เงินอุดหนุนด้านการคลอดบุตร ครรภ์ละ 100,000 เหรียญไต้หวัน หากมีลูกแฝด จะได้รับ 200,000 เหรียญไต้หวัน
2. มิติด้านการพัฒนาระบบดูแลเด็กปฐมวัย รัฐบาลได้เสนอ 3 นโยบายสร้างเครือข่ายการสนับสนุนตั้งแต่การดูแลหลังคลอดไปจนถึงบริการดูแลเด็กเล็กในราคาที่เหมาะสม
นโยบายเงินอุดหนุนการเติบโตสำหรับเด็กและเยาวชน 0–18 ปีที่เพิ่มขึ้นมาใหม่นี้ จะดำเนินควบคู่ไปกับนโยบาย “เงินอุดหนุนเลี้ยงดูบุตร 0–6 ปี เวอร์ชั่น 2.0” ด้วย หมายความว่า เด็กอายุ 0 - 6 ปี นอกจากจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐเดือนละ 5,000 เหรียญไต้หวันแล้วจากนโยบายใหม่แล้ว ยังจะได้รับเงินอุดหนุนเลี้ยงดูบุตร 0–6 ปี เวอร์ชั่น 2.0 ที่ให้บุตรคนแรกเดือนละ 5,000 เหรียญไต้หวัน บุตรคนที่สอง 6,000 เหรียญและคนที่สาม 7,000 เหรียญไต้หวัน ขณะเดียวกัน ยังสามารถขอรับรวมกับเงินอุดหนุนรายเดือนจากการฝากเด็กไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็กของรัฐและกึ่งรัฐได้ด้วย
รัฐบาลกลางและท้องถิ่นจะยังคงร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายศักยภาพของศูนย์ดูแลเด็กเล็กที่มีค่าใช้จ่ายเหมาะสม เพื่อให้การฝากเลี้ยงเด็กไม่ใช่เรื่องที่ครอบครัวต้องเสาะหาทรัพยากรเอง ต้องพึ่งโชค หรือรอคิว ปัจจุบัน ภาครัฐของไต้หวันทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่นได้จัดตั้งศูนย์ดูแลเด็กเล็กรวมทั้งสิ้น 206 แห่ง และรัฐบาลจะเดินหน้าปรับปรุงกฎหมาย จัดสรรพื้นที่ให้เหมาะสม พร้อมทั้งส่งเสริมระบบดูแลเด็กในที่ทำงานข้ามหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายบริการดูแลเด็กเล็กของหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในปีนี้รัฐบาลได้ผลักดัน“มาตรการส่งเสริมการดูแลเด็กเล็กในสถานประกอบการ” เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนยกระดับบริการดูแลเด็กเล็กหลายด้าน เช่น การสนับสนุนเงินอุดหนุนสูงสุด 5 ล้านเหรียญไต้หวันสำหรับบริษัทที่จัดตั้งศูนย์ดูแลเด็กเล็กแห่งใหม่ และการบรรจุมาตรการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตรต่อครอบครัว เป็นหนึ่งในเกณฑ์การประเมิน ESG ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยให้ภาคธุรกิจหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายด้านการดูแลเด็กได้ถึง 200% เป้าหมายของนโยบายนี้คือการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่อบอุ่นและเป็นมิตรต่อครอบครัว เพื่อให้พ่อแม่สามารถพาบุตรหลานไปทำงานได้อย่างสบายใจ
3.มิติการเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา รัฐบาลเสนอ 4 นโยบาย ลงทุนกับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เด็กทุกคนมีโอกาสการเติบโตและพัฒนาอย่างเท่าเทียม
ตั้งแต่การศึกษาภาคบังคับไปจนถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษา รัฐบาลจะช่วยแบ่งเบาภาระด้านการศึกษาของผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง โดยจะดำเนินนโยบายเรียนฟรีการศึกษาภาคบังคับ 12 ปี สนับสนุนค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาของนักศึกษาที่เรียนในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน รวมถึงให้เงินอุดหนุนค่าที่พักในมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างรากฐานทางการศึกษาที่มั่นคงให้แก่เด็กและเยาชน
สำหรับผู้ที่ยังคงมีภาระหนี้สินจากการกู้ยืมเพื่อการศึกษา รัฐบาลจะผลักดันมาตรการ “ลดดอกเบี้ย 1% และขยายระยะเวลาชำระหนี้เพิ่มอีก 1 ปี” เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ก้าวสู่ช่วงชีวิตใหม่ได้อย่างเบาสบาย และกล้าที่จะไล่ตามความฝันของตนเองมากยิ่งขึ้น
4. มิติด้านการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นมิตร รัฐบาลเสนอ 5 นโยบาย ดูแลชีวิตการทำงานและชีวิตครอบครัวของประชาชนอย่างรอบด้าน
หลังจากที่ลูกเกิดมา ปัญหาใหญ่ที่ทุกครอบครัวมักพบเจอคือการเลือกระหว่างงานกับการดูแลลูก เพื่อให้พ่อแม่มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น รัฐบาลจึงขยายระยะเวลาวันลาแต่งงาน ลาคลอด และลาช่วยภรรยาคลอดบุตรสำหรับผู้เป็นบิดาให้ยาวขึ้น โดย“วันลาคลอด” ขยายจากเดิม 8 สัปดาห์ เป็น 12 สัปดาห์ คุณแม่บางคนอาจกังวลว่า ลาหยุดนานเกินไป อาจกระทบหน้าที่การงานหรือไม่ ดังนั้น ในช่วง 4 สัปดาห์ที่เพิ่มขึ้นมา คุณแม่สามารถพิจารณาตามสภาพร่างกายและความต้องการของตนเอง เพื่อยื่นขอกลับมาทำงานก่อนครบกำหนด
ในส่วนของวันลาหยุดเพื่อเลี้ยงดูบุตร ได้ขยายระยะเวลาจากเดิมใช้ได้ในช่วงอายุ 0–3 ปี เป็น 0–6 ปี โดยทั้งพ่อและแม่สามารถยื่นลาแบบรายวันได้ และเพิ่มจำนวนวันลาจาก 30 วันเป็น 60 วัน ทั้งสองรวมกันเป็น 120 วัน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการดูแลบุตรได้มากขึ้น
เมื่อทั้งพ่อและแม่ได้รับเงินอุดหนุนจากการใช้สิทธิลาหยุดเพื่อเลี้ยงดูบุตร 6 เดือนโดยไม่ได้เงินเดือน ทั้งสองฝ่ายยังสามารถขอรับสิทธิจากระบบประกันภัยแรงงานเพิ่มอีกคนละ 3 เดือน และรัฐยังเพิ่มเพดานฐานเงินเดือนที่ใช้คำนวณประกัน ทำให้บางกรณีอาจได้เงินอุดหนุนจากประกันภัยแรงงานเกิน 40,000 เหรียญไต้หวัน
เมื่อเด็กค่อย ๆ เติบโตขึ้น ครอบครัวต้องเผชิญกับปัญหาการรับส่งบุตรหลาน รัฐบาลจึงผลักดันนโยบาย "เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น" หรือลดชั่วโมงการทำงานเพื่อเลี้ยงดูบุตร จากเดิมให้แค่เด็กอายุ 0-3 ปี ขยายไปจนถึง 12 ปี เพื่อให้พ่อแม่ที่มีความจำเป็น สามารถเลิกงานเร็วขึ้น 1 ชั่วโมงเพื่อรับส่งและดูแลบุตรหลาน ทั้งนี้ รัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบให้เงินชดเชยรายได้ที่หายไปจากการลดชั่วโมงการทำงาน เพื่อให้ทุกคนได้ใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างมีคุณภาพ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะให้เงินอุดหนุนแก่บริษัทสำหรับการจ้างแรงงานทดแทนในระยะสั้น กรณีที่พนักงานลางานเพื่อแต่งงาน ลาช่วยภรรยาคลอดบุตร ลาเลี้ยงดูบุตร หรือลดชั่วโมงการทำงาน โดยให้เงินอุดหนุนวันละ 800 เหรียญไต้หวันต่อคน สำหรับบริษัทขนาดเล็กที่มีพนักงานไม่เกิน 200 คน หากมีการจ้างพนักงานทดแทนในระยะยาว รัฐบาลจะสนับสนุนเงินให้คนละ 20,000 เหรียญไต้หวัน
5. มิติด้านการลดภาระที่อยู่อาศัย รัฐบาลเสนอ 2 นโยบาย เมื่อประชาชนมีที่อยู่ที่มั่นคง จึงจะกล้าสร้างครอบครัวและมีบุตร
นอกจากมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับเด็กก่อนวัยเรียนอายุต่ำกว่า 6 ปี และการยกเว้นภาษีเพิ่มอีก 50% สำหรับผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไปแล้ว ได้เพิ่มการยกเว้นภาษีสำหรับเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอีก 50% ทำให้การยกเว้นภาษีสำหรับเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเพิ่มขึ้นเป็น 151,500 เหรียญไต้หวัน ซึ่งจะช่วยให้ครอบครัวที่มีบุตรลดภาระภาษีได้มากขึ้น
รัฐบาลจะมอบอำนาจให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถลดหรือยกเว้นภาษีบ้านพักอาศัยและภาษีที่ดินสำหรับครอบครัวที่แต่งงานและมีบุตร นอกจากนี้ ยังจะขยายสัดส่วน 40% ของที่อยู่อาศัยเพื่อสังคมให้เป็น “บ้านสำหรับครอบครัวแต่งงานและมีบุตร” โดยให้สิทธิพิเศษแก่คู่สมรสที่เพิ่งแต่งงานไม่เกิน 2 ปี และครอบครัวที่มีบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะในการเข้าพักก่อน และผู้ที่มีบุตรอายุ 0–6 ปีสามารถอยู่อาศัยต่อเนื่องได้นานถึง 12 ปี
ในส่วนของเงินอุดหนุนค่าเช่า สำหรับผู้ที่เพิ่งแต่งงานไม่เกิน 2 ปี จะได้รับการเพิ่มอัตราสนับสนุนเป็น 1.5 เท่า เช่น เดิมได้รับ 4,000 เหรียญไต้หวัน จะเพิ่มเป็น 6,000 เหรียญไต้หวัน ขณะที่ครอบครัวที่มีทารกแรกเกิดจะได้รับเพิ่มเป็น 2 เท่า เช่น เดิม 4,000 เหรียญไต้หวัน จะเพิ่มเป็น 8,000 เหรียญไต้หวัน และหากมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 1 คน จะได้รับเพิ่มอีก 0.5 เท่า โดยเงินอุดหนุนสูงสุดสามารถครอบคลุมค่าเช่าได้เต็มจำนวน
บทความนี้ทำให้คุณรู้สึกอย่างไร?
1 คนแสดงความรู้สึก